My Pregnancy Calculator
My PregnancyCalculators & Guidelines
การเตรียมตัวตั้งครรภ์

DPO คืออะไร? นับวันหลังไข่ตกอย่างไรให้แม่น พร้อมอาการวันที่ 1-14 ที่ต้องสังเกต

ช่วงเวลา 2 สัปดาห์หลังไข่ตกคือช่วงที่บีบหัวใจที่สุดของคนอยากมีลูก! มาทำความเข้าใจเรื่อง DPO อาการฝังตัว และช่วงเวลาที่ควรตรวจครรภ์เพื่อให้ได้ผลแม่นยำที่สุดค่ะ

Abhilasha Mishra
24 มีนาคม 2569
8 min read
DPO คืออะไร? นับวันหลังไข่ตกอย่างไรให้แม่น พร้อมอาการวันที่ 1-14 ที่ต้องสังเกต

ลองใช้เครื่องมือที่เกี่ยวข้อง

Use our อิงตามแหล่งข้อมูล calculators to get helpful insights.

สำหรับคนที่กำลังวางแผนมีลูก ช่วงเวลาหลังไข่ตกคือช่วงที่ 1 วันยาวนานเหมือน 1 ปีใช่ไหมคะ? เรามักจะคอยสังเกตทุกความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นอาการคัดเต้านม ปวดหน่วงท้องน้อย หรือแม้แต่การวัดอุณหภูมิร่างกายที่พุ่งสูงขึ้นเพียง 0.1 องศา ก็ทำให้ใจเต้นแรงได้ ช่วงเวลานี้ในภาษาอังกฤษเรียกว่า "Two Week Wait (TWW)" หรือการรอคอย 2 สัปดาห์ที่บีบหัวใจที่สุดค่ะ

คำศัพท์สำคัญที่คุณแม่ต้องรู้จักในช่วงนี้คือ DPO ค่ะ การเข้าใจว่าในแต่ละวันหลังไข่ตก ร่างกายกำลังทำอะไรอยู่ จะช่วยลดความวิตกกังวลและช่วยให้คุณแม่รู้ว่า "เมื่อไหร่กันแน่" ที่ควรจะหยิบชุดตรวจครรภ์ออกมาตรวจเพื่อให้ได้ผลที่ชัวร์ที่สุด โดยไม่ต้องเสียน้ำตาให้กับผลลบที่เกิดจากการตรวจเร็วเกินไป

บทความนี้จะพาคุณแม่ไปเจาะลึกความหมายของ DPO ไทม์ไลน์การฝังตัวของตัวอ่อนวันต่อวัน และวิธีแยกแยะอาการท้องออกจากอาการ PMS ตามหลักวิทยาศาสตร์ค่ะ

สารบัญ

(สารบัญจะถูกสร้างขึ้นโดยอัตโนมัติที่นี่)


1. DPO ย่อมาจากอะไร? และทำไมถึงต้องนับ?

DPO ย่อมาจาก Days Past Ovulation หรือแปลตรงตัวว่า "จำนวนวันหลังไข่ตก" ค่ะ

การนับ DPO จะเริ่มนับหลังจากวันที่คุณแม่ไข่ตกสำเร็จ:

  • วันที่ไข่ตก: นับเป็น 0 DPO
  • วันรุ่งขึ้นหลังจากไข่ตก: นับเป็น 1 DPO (เริ่มเข้าสู่ช่วงอุณหภูมิสูง)
  • 10 วันหลังจากไข่ตก: นับเป็น 10 DPO (ช่วงที่ตัวอ่อนมักจะเริ่มฝังตัว)

ทำไมเราถึงไม่นับเป็น "วันที่เท่าไหร่ของรอบเดือน"? เพราะรอบเดือนของแต่ละคนยาวไม่เท่ากันค่ะ บางคนรอบเดือน 28 วัน บางคน 35 วัน แต่สิ่งที่แทบทุกคนเหมือนกันคือ "ระยะลูเตียล (Luteal Phase)" หรือช่วงเวลาหลังไข่ตกจนถึงวันมีประจำเดือน ซึ่งมักจะยาวคงที่ประมาณ 12-14 วัน การนับ DPO จึงเป็นมาตรฐานที่แม่นยำกว่าในการประเมินภาวะการตั้งครรภ์ค่ะ


2. ไทม์ไลน์ DPO: การเดินทางของชีวิตใหม่ (Day-by-Day)

มาดูกันค่ะว่าในขณะที่คุณแม่กำลังลุ้นอยู่ที่บ้าน ร่างกายกำลังทำภารกิจอะไรอยู่บ้าง:

0-3 DPO: ช่วงปฏิสนธิและการแบ่งเซลล์

หลังจากไข่ตกลงมาและพบกับอสุจิที่ท่อนำไข่ จะเกิดการปฏิสนธิขึ้น ตัวอ่อนเริ่มแบ่งเซลล์อย่างรวดเร็วจาก 1 เป็น 2, 4, 8 ไปจนถึงระยะที่เรียกว่า "มอรูลา" (Morula)

  • ร่างกาย: ร่างกายเริ่มผลิตฮอร์โมน โปรเจสเตอโรน จากถุงไข่เดิม (Corpus Luteum) ทำให้อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นและมดลูกเริ่มหนาตัวขึ้น

4-6 DPO: การเดินทางเข้าสู่มดลูก

ตัวอ่อนในระยะ "บลาสต์โตซิสต์" (Blastocyst) จะเดินทางมาถึงโพรงมดลูกและกลิ้งไปมาเพื่อหาจุดที่เหมาะสมที่สุดในการเกาะตัว

  • อาการ: คุณแม่อาจรู้สึกท้องอืดหรือเพลียเล็กน้อย แต่นี่เป็นผลจากโปรเจสเตอโรนตามธรรมชาติ ไม่ใช่สัญญาณการตั้งครรภ์โดยตรงค่ะ

7-10 DPO: ช่วงเวลาแห่งการฝังตัว (Implantation)

นี่คือวินาทีที่สำคัญที่สุดค่ะ! ตัวอ่อนจะเริ่มฝังตัวลงในผนังมดลูกที่นุ่มฟู

  • เลือดล้างหน้าเด็ก: คุณแม่บางคนอาจพบเลือดออกกะปริดกะปรอยเล็กน้อย สีชมพูหรือน้ำตาลจางๆ ซึ่งเกิดจากตัวอ่อนเจาะผนังมดลูก
  • อาการจี๊ดๆ: อาจมีอาการปวดหน่วงจี๊ดๆ ที่ท้องน้อยเพียงชั่วครู่

คำนวณวันฝังตัวของคุณ

หากอยากรู้ว่าลูกน้อยน่าจะฝังตัววันไหนตามรอบเดือนของคุณ ลองใช้ เครื่องคำนวณวันฝังตัวตัวอ่อน ได้เลยค่ะ

11-14 DPO: การหลั่งฮอร์โมน hCG

เมื่อฝังตัวสำเร็จ รกจะเริ่มผลิตฮอร์โมน hCG ซึ่งจะพุ่งสูงขึ้นเป็นเท่าตัวในทุกๆ 48 ชั่วโมง เพื่อบอกร่างกายว่า "เราท้องแล้วนะ อย่าเพิ่งเอาประจำเดือนมา!"


3. อาการ DPO vs อาการ PMS: แยกให้ออกก่อนสติหลุด (YMYL)

คุณแม่หลายคนพยายามหาอาการ "ท้องแรกเริ่ม" ตั้งแต่ 5-6 DPO แต่ความจริงทางการแพทย์คือ ก่อน 10 DPO อาการท้องกับอาการก่อนมีประจำเดือน (PMS) แทบจะเหมือนกัน 100% ค่ะ

สาเหตุเป็นเพราะทั้งคู่เกิดจากฮอร์โมน โปรเจสเตอโรน ตัวเดียวกัน:

  • อาการร่วม: คัดเต้านม, ท้องอืด, อารมณ์แปรปรวน, กินเก่งขึ้น, ง่วงนอน
  • จุดสังเกตความต่าง: อาการท้องจริงมักจะเริ่มชัดเจนหลัง 12 DPO เมื่อฮอร์โมน hCG เริ่มสูงขึ้น เช่น อาการเหม็นกลิ่นอาหาร (ที่ปรกติชอบ) หรือปัสสาวะบ่อยผิดปกติในช่วงกลางคืน

หากคุณแม่ไม่มีอาการเลยในช่วง 7-9 DPO ก็อย่าเพิ่งท้อนะคะ เพราะร่างกายบางคนตอบสนองต่อฮอร์โมนช้า-เร็วไม่เท่ากันค่ะ


4. ควรตรวจครรภ์ที่กี่ DPO ถึงจะแม่นยำที่สุด?

การตรวจ "ฟลายอิ้งเทสต์" หรือตรวจเร็วเกินไป มักจะทำให้เห็นขีดเดียว (ผลลบปลอม) จนทำให้เสียกำลังใจเปล่าๆ ค่ะ

  • 10-11 DPO: ตรวจได้ด้วยชุดตรวจแบบไวพิเศษ (ความไว 25 mIU) แต่อาจเห็นขีดจางมากจนต้องใช้ไฟส่อง
  • 12 DPO: ผลเริ่มมีความน่าเชื่อถือสูงขึ้น
  • 14 DPO (วันประจำเดือนควรจะมา): คือช่วงเวลาที่ "ชัวร์ที่สุด" หากท้องจริง ขีดควรจะขึ้นชัดเจนโดยไม่ต้องเพ่งค่ะ

คำเตือนเรื่อง "การแท้งทางเคมี" (Chemical Pregnancy): การตรวจเร็วเกินไปอาจทำให้คุณแม่พบว่าท้อง แต่แล้ววันรุ่งขึ้นประจำเดือนก็มาเนื่องจากตัวอ่อนไม่แข็งแรงพอจะฝังตัวต่อ การรอให้ประจำเดือนขาดก่อนตรวจจะช่วยปกป้องความรู้สึกของคุณแม่ได้ดีกว่าค่ะ

Advertisement

5. วิธีประคองใจในช่วง "โซวโซว" (TWW)

  1. งดเป็น "นักสืบ Google": การหาอาการ "7 DPO มีอาการอะไรบ้าง" จะยิ่งทำให้คุณแม่จดจ่อจนเครียด และความเครียดส่งผลเสียต่อสมดุลฮอร์โมนค่ะ
  2. ดูแลตัวเองเหมือนคนท้องไว้ก่อน: งดแอลกอฮอล์ บุหรี่ และยาที่ไม่ได้สั่งจากแพทย์ เพื่อเตรียมบ้านที่ปลอดภัยที่สุดให้ลูกน้อย
  3. หาความสุขใส่ตัว: ดูหนัง ฟังเพลง หรือออกไปเดินเล่นเบาๆ การที่ใจสบายจะช่วยให้ร่างกายพร้อมสำหรับการฝังตัวมากขึ้นค่ะ

บทสรุป: ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร ร่างกายคุณยอดเยี่ยมที่สุด

การนับ DPO คือการเฝ้าดูความพยายามของธรรมชาติที่แสนมหัศจรรย์ ไม่ว่ารอบนี้ลูกน้อยจะมาหาหรือไม่ ขอให้คุณแม่ภูมิใจในร่างกายของตัวเองที่ได้เตรียมพร้อมอย่างดีที่สุดนะคะ

หายใจลึกๆ พักผ่อนให้เยอะๆ และขอให้ขีดที่สองปรากฏขึ้นมาให้คุณแม่ได้ยิ้มกว้างในเร็ววันนี้ค่ะ!


Medical Disclaimer

บทความนี้ให้ข้อมูลเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่สามารถแทนที่การวินิจฉัยจากแพทย์ หากคุณมีอาการปวดท้องรุนแรง มีเลือดออกมากผิดปกติ หรือสงสัยว่ามีภาวะท้องนอกมดลูก โปรดปรึกษาสูตินรีแพทย์ทันทีค่ะ

Advertisement

เกี่ยวกับผู้เขียน

Abhilasha Mishra นักเขียนผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพสตรีที่มุ่งมั่นให้ความรู้เรื่องการเตรียมตัวเป็นคุณแม่ เธอเชื่อว่าความรู้ที่ถูกต้องคือ "วัคซีน" ที่ดีที่สุดสำหรับความกังวลใจของหญิงตั้งครรภ์ทุกคนค่ะ

Related Topics

DPO
นับวันหลังไข่ตก
อาการคนท้องแรกเริ่ม
การฝังตัวของตัวอ่อน
TWW
YMYL

Related Articles

ภาวะเจริญพันธุ์

ไทรอยด์และภาวะเจริญพันธุ์: ภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์ส่งผลต่อความสามารถในการตั้งครรภ์ของคุณอย่างไร

ไทรอยด์และภาวะเจริญพันธุ์ อธิบายโดยสูตินรีแพทย์ — ภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์รบกวนการตกไข่อย่างไร ระดับ TSH ควรเป็นเท่าใดเมื่อพยายามตั้งครรภ์ และการรักษาทั้งก่อนและระหว่างตั้งครรภ์มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง

Read More
การตั้งครรภ์

ลูกดิ้นแค่ไหนถึงปกติ? คู่มือการนับลูกดิ้นที่แม่ท้องต้องรู้ เพื่อความปลอดภัยของลูกรัก

ลูกดิ้นครั้งแรกตอนกี่วีค? ตอดเบาๆ กับดิ้นแรงๆ ต่างกันไหม? มาเรียนรู้วิธีนับลูกดิ้นที่ถูกต้อง และสัญญาณเตือนอันตรายที่คุณแม่ห้ามมองข้ามเด็ดขาด

Read More

Advertisement